กิเลสทำตัวเอง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เบิกบานในหัวใจของตน
เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศาสนาเท่านั้น และเป็นพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะทำให้เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันเป็นความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา แล้วมันเป็นการพิสูจน์ในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น มันไม่ต้องให้ใครมายืนยัน แล้วไม่ต้องหลงใหลไปกับใคร
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปจฺจตฺตํ สนฺทิฏฺฐิโกไง แต่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา คนถ้าไม่มีอำนาจวาสนาไง ให้กิเลสมันชักจูงไปไง กิเลสมันชักจูงไปร้อยแปดพันเก้า แล้วไม่มีหลักการใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีหลักการ เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราได้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
การฟังธรรมๆ นี่เรื่องแสนยาก ในสมัยพุทธกาลมันไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ทั้งสิ้น มุขปาฐะเท่านั้น ต้องฟังจากปากขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศธรรมๆ ไง แสดงธัมมจักฯ ได้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ได้ยสะขึ้นมา “๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก โลกนี้เร่าร้อนนัก”
ธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัยไง
ธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัยเพราะอะไร ธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัยเพราะใครที่จิตใจที่เป็นธรรมๆ เขาจะมีคุณธรรมในหัวใจของเขา เขาจะมีเมตตา มีกรุณา สิ่งต่างๆ เพื่อให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขไง เราเข้าอยู่ใกล้ใครที่มีอำนาจวาสนาบารมี มีบารมีธรรม คุ้มครองดูแลเราให้ปลอดภัย ให้มีที่พึ่งที่อาศัยไง
ในพระพุทธศาสนามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง รัตนะสอง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ได้พระอัญญาโกณฑัญญะ สงฆ์องค์แรกของโลก นี่เป็นรัตนตรัยของเรา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง มีสิทธิเสรีภาพจะนับถือลัทธิศาสนาใดก็ได้ แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเราไง เราเกิดในประเทศอันสมควรไง เราเกิดในประเทศไทย
ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อยู่ในแว่นแคว้นใดก็แล้วแต่ เราเกิดขึ้นมาเราก็เห็นวัดเห็นวา เห็นพระสงฆ์องค์เจ้า นี่สิ่งที่เป็นที่พึ่งที่อาศัยไง
การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตไง
เช้าขึ้นมาประเพณีของเรา ทำบุญตักบาตร ตักบาตรเพื่อบุญกุศล เพื่อบุญกุศลแล้วออกไปทำหน้าที่การงานของเรา นี่เป็นมงคลชีวิตๆ ไง ได้เห็นพระสงฆ์ ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ ร่มเย็นเป็นสุข
สิ่งที่เราเกิดมาในประเทศไทยไง แล้วเราเกิดมาแล้วเรามีสิทธิเสรีภาพไง มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะศึกษาค้นคว้า ศึกษาค้นคว้าในเพศฆราวาสก็ได้ ถ้ามีอำนาจวาสนาไง เรามาบวชเป็นพระๆ ถ้าบวชเป็นพระ เป็นพระศึกษา เป็นพระปริยัติก็ได้ เป็นพระปฏิบัติก็ได้ สิ่งที่มีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนามันจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของมันขึ้นมา
มันจะมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีสิทธิเสรีภาพเสมอกันทั้งสิ้น แต่ก็ไม่มีวาสนานี่ไง เกิดมาแล้ว มรรคผลนิพพานไม่มีแล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนามันหมดมรรคหมดผลแล้วไง
แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา
แต่เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษามาแล้ว แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล ความเชื่อของแต่ละบุคคลก็โต้แย้งกันว่าความเชื่อของใครจะถูกต้องชอบธรรม ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันไม่มีกาลไม่มีเวลา
แต่เวลาศึกษาไปแล้ว ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ในพระไตรปิฎก ศึกษากับใครแล้วมันก็อยู่ที่จริตนิสัย เชื่ออย่างนั้น ไม่เชื่ออย่างนั้น แล้วก็ค้นคว้า สิ่งนั้นมันเป็นประโยชน์กับใคร ถ้ามันเป็นประโยชน์กับผู้ศึกษานั้น ถ้ามันเป็นธรรมๆ ทรงจำธรรมวินัย ทรงจำธรรมวินัยในภาคปริยัติ ถ้าเป็นภาคปฏิบัติ คนละเรื่องเลย คนละเรื่องเพราะอะไร เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงไง
แต่ภาคปริยัติมันเป็นสัญชาตญาณ มนุษย์เกิดมามีกายกับใจ มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คือจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณขึ้นไปแล้ว เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเทศนาว่าการไง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นวโกวาทไง ก็ศึกษาเรื่องธรรมไง ถ้าเรื่องธรรม เรื่องธรรมและวินัย
ถ้าศึกษาเรื่องธรรม ถ้ากายกับใจๆ ถ้ากายก็ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งที่มีอำนาจวาสนาเกิดมา ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไง จิตปฏิสนธิในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ
แล้วเกิดมาแล้วมีกายกับใจๆ ความรู้สึกนึกคิดนี้มันเป็นธรรมนาม ถ้านามธรรม ถ้าศึกษาค้นคว้าแล้วฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติปฏิบัติได้ข้อเท็จจริงขึ้นมา เขาจะจับความรู้สึกนึกคิดของเขา ความรู้สึกนึกคิดของเขาเป็นสัญญาอารมณ์ไง ถ้าสัญญาอารมณ์ถ้าจับได้แล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนา ถ้ามันเท่าทันมันจะแยกได้เลยว่า ในอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ต่อเมื่อประพฤติปฏิบัติเป็น เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันก็จะเข้าใจตามข้อเท็จจริงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ถ้าเรายังเป็นปุถุชนคนหนา เรายังฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอยู่ ธรรมและวินัยจะเป็นแบบนั้น แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเราจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้หรอก แล้วกิเลสมันก็จะปลิ้นจะปล้อนจะหลอกจะลวงเราไง เพราะอะไร
เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา คือทำลายพญามาร ทำลายพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่เวลาทำลายพญามาร สิ่งที่ว่ามันเป็นสมมุติบัญญัติ เป็นข้อเท็จจริงๆ เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก นี่เป็นวิหารธรรม เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มีรัตนะ ๒ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมๆ มันเป็นข้อเท็จจริงในธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
แล้วเราเกิดมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เวลาเราศึกษาค้นคว้าก็ศึกษาค้นคว้ากับความรู้สึกนึกคิดของเราไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาออกบวช ออกบวช ๖ ปีที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ไปตามเจ้าลัทธิต่างๆ ร้อยแปดพันเก้า ไม่เป็นข้อเท็จจริงเข้ามาในความเป็นจริง ไม่เป็นข้อเท็จจริงเพราะอะไร ไม่เป็นข้อเท็จจริงเพราะมันแก้กิเลสไม่ได้
เพราะมันแก้กิเลสไม่ได้ไง เวลากิเลสตัวที่ละเอียดที่สุดไง ความอาลัยอาวรณ์น่ะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ ขาดไป กามราคะ ปฏิฆะอ่อนไปเป็นบุคคลคู่ที่ ๒ กามราคะ ปฏิฆะเวลามันขาดไป บุคคลคู่ที่ ๓ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มันอาลัยอาวรณ์ไง
รูปราคะ อรูปราคะ รูปฌาน อรูปฌานนั่นแหละ มานะ ๙ เราต่ำกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา เราเสมอเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา เราสูงกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา
มานะคือตัวตน มีมานะขึ้นมามันก็มีความอหังการ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อุทธัจจะคือจิตมันส่งออก ไอ้มานะ ๙ มันส่งออก มันออกรู้ไง มันออกรู้ของมัน มันอุทธัจจะ มันฟุ้งซ่านของมันไง
อวิชชา อวิชชาคือตัวกิเลส เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ตัวอาลัยอาวรณ์ ตัวความละเอียดลึกซึ้งอันนั้นน่ะ สิ่งที่เป็นอยู่ในความละเอียดลึกซึ้งในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ลังเลสงสัย จะศึกษามาอย่างไร จะทำอย่างไร จะทำฌานสมาบัติไง
ทำฌานสมาบัติ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
นี่เวลาเข้า เจ้าชายสิทธัตถะเข้าฌานสมาบัติ ไปศึกษากับอุทกดาบส อาฬารดาบสไง “เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้เสมอเรา มีความเห็นเหมือนเรา” นี่เข้าฌานสมาบัติ พอเข้าไปแล้วเวลาออกมาล่ะ
เข้าแล้วออกๆ เพราะมันมีเข้าแล้วก็มีออกใช่ไหม สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เวลาเข้าสมาบัติ ๘ ได้สมาบัติ ๖ ก็เข้าได้แค่นั้น ถ้าได้สมาบัติ ๘ นะ เข้า เข้าแล้วก็ออก
แล้วเข้าแล้วจะอยู่ได้อย่างไรล่ะ เข้าสมาบัติแล้วไม่ออกจากสมาบัติเลย เข้าสมาบัติแล้วจะอยู่ในสมาบัติตลอดไป
เพราะมันมีเจริญแล้วเสื่อม มันเป็นไปไม่ได้ เวลาเข้าสมาบัติก็เข้าได้ เข้าได้เพราะอะไร เพราะอาจารย์กับลูกศิษย์นะ เวลาทบทวนกัน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี่รูปฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อรูปฌาน อารมณ์อย่างไรมันเป็น เวลาอากาสานัญจายตนะ อรูปฌาน อากิญจัญญายตนะ วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วมันจากละเอียดแล้วมันถอยออกมา
เจ้าชายสิทธัตถะไปเรียนกับอุทกดาบส อาฬารดาบส แล้วเวลาออกมาแล้วมันก็สงสัย แต่เวลาผู้ที่กระทำเวลาเข้าไปมันก็ละเอียด มันก็มหัศจรรย์
มหัศจรรย์ก็ส่วนมหัศจรรย์ เพราะเป็นโลกียะ มันเป็นอาการของจิต ลูกศิษย์ของเขาทำได้ก็ทำได้ทั้งหมด ทำได้แล้วทำอย่างไรต่อไป
เวลาถ้ามันอาลัยอาวรณ์ สิ่งที่มันเป็นความลึกลับซับซ้อนในหัวใจของตน ถ้ามันสงสัยอยู่ ไม่ใช่ เวลามาทำลายอวิชชา อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอก
เวลาไปแสดงธัมมจักฯ กับปัญจวัคคีย์ไง “เมื่อก่อนไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้นะ เดี๋ยวนี้รู้แล้ว จงเงี่ยหูลงฟัง”
ถ้าเงี่ยหูลงฟังแล้วมีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนา พระอัญญาโกณฑัญญะไง เวลาฟังแล้วมันจับประเด็นได้ไง กิจจญาณมีแล้ว เห็นไหม สิ่งที่ใจนี้เป็นนามธรรมๆ นี่แหละ ถ้ามันจับมันต้องของมันได้ไง มีกิจจญาณ มีสัจจญาณ มีวงรอบของมัน ถ้ามีวงรอบของมัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นไง พระอัสสชิ พระมหานาม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ยังไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร เพราะเวลาฟังธรรมแล้วมันจับต้องสิ่งใดไม่ได้
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นเราศึกษามา มันเป็นขันธ์ ๕ แล้วขันธ์ ๕ อย่างไร อะไรมันเป็นขันธ์ ๕ แล้วขันธ์ ๕ มันอยู่ไหน ถ้ามันปฏิบัติไม่เป็น เริ่มต้นทำสิ่งใดไม่ได้ มันก็จับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้ มันทำสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอันไง ถ้าเป็นชิ้นเป็นอันมันต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
เริ่มต้น เห็นไหม เริ่มต้นที่ว่าเวลาเราบวชเป็นพระ ภาคปริยัติเราก็ศึกษาค้นคว้ามา ศึกษาค้นคว้ามาก็เป็นความรู้ของเรา ความรู้ของเราแล้วมันก็เป็นจินตนาการ จินตมยปัญญาไง แล้วถ้ามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเอาความจริงของเราขึ้นมา เวลากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง อีกหนหนึ่งเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมา เวลาศึกษาค้นคว้าขึ้นมา เวลาฝึกหัดใหม่ปฏิบัติใหม่ก็เหมือนเรานี่แหละ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาแล้วออกบวชเป็นพระ ออกบวชเป็นพระเริ่มต้นก็ฝึกหัดปฏิบัติ
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์นะ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง การฝึกหัดปฏิบัติมันมียากอยู่สองคราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น คือตั้งลำของเราให้ได้ ถ้าเริ่มต้นได้ ท่ามกลางไปของมันได้ มันจะไปวิกฤติหรือไปมีปัญหาอีกตอนหนึ่งก็ตอนถึงที่สุด มันยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นและคราวถึงที่สุด
ช่วงเริ่มต้น ช่วงท่ามกลาง เราจะพอขับดันของเราไปได้ ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นล้มลุกคลุกคลาน
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง แต่กึ่งกลางพระพุทธศาสนา เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเกิดมามันไม่มีครูไม่มีอาจารย์ไง เพราะกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนามันเรียวแหลมมาตั้งแต่ความเชื่อเรื่องของปัญหาสังคมที่มันแหลกเหลวกันมานี่ไง แล้วจะมาเริ่มฝึกหัดปฏิบัติใหม่
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านออกธุดงค์ ประชาชนเห็นผ้าสีกรักมันแปลกประหลาด แต่จนปัจจุบันนี้เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติมันทุกข์มันยาก ทุกข์ยากของท่านขึ้นมา ท่านศึกษาค้นคว้ามา เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติตนจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เวลาถึงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ ท่านต้องเข้าไปเผชิญกับกิเลส ท่านก็ไปปราบปรามกิเลส
เริ่มต้นขึ้นมาทำความสงบของใจเข้ามา เริ่มต้นพรรษา ๑ พรรษา ๒ เจียนอยู่เจียนไปทั้งนั้นน่ะ แล้วพอมันตั้งลำได้ของท่านได้ ท่านฝึกหัดปฏิบัติไป บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ เวลามันถึงที่สุดแห่งทุกข์ขึ้นมาไง นี่ประสบการณ์อันนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ ศึกษาค้นคว้าขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา คนที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันก็มีความสุขเป็นสัจจะเป็นความจริง มีความรื่นเริงนะ มีความอาจหาญ เพราะมันไม่มีมารน่ะ มันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วรู้จากใจดวงนั้นไง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่มีกิเลส ไม่มีอวิชชา พระอรหันต์จะไม่เกิดอีกแล้ว สอุปาทิเสสนิพพานคือพระอรหันต์ที่ดำรงชีวิตอยู่ เศษไง สอุปาทิเสสนิพพาน เวลาถึงเวลาตาย อนุปาทิเสสนิพพาน
สิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่เป็นพระอรหันต์ ถ้าจิตใจเป็นพระอรหันต์ จิตใจที่เป็นธรรม มันได้ต่อสู้ ได้เผชิญกับกิเลสมาตั้งแต่ปฏิบัติเริ่มต้น ตั้งแต่ว่ามันทุกข์ยาก ตั้งแต่ครั้งเริ่มต้นและถึงที่สุด
แล้วเวลาท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ท่านได้เผชิญกับกิเลสมาแล้วทั้งสิ้น ท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ เวลาที่ว่ากองทัพธรรมๆ กองทัพธรรมคือว่ามีกฎกติกา มีการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ยังทำสิ่งใดไม่เป็นก็ให้มีข้อวัตรปฏิบัติ
ข้อวัตรปฏิบัติมันก็เหมือนธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วางธรรมและวินัยนี้ไว้ ข้อวัตรปฏิบัตินี่แหละ ถ้าเวลาฝึกหัดแล้ว แล้วแต่จริตนิสัย กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนไง ถ้าในหัวใจของตน มันจะรู้จักแล้ว
ถ้าจิตสงบแล้วเห็นธรรมารมณ์ จิตเห็นจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันจับต้องของมันได้ มันพิจารณาฝึกหัดของมันไปได้ จับต้องได้ นี่ไง สิ่งที่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง วิปัสสนาจนมันดับ ขณะ นิโรธ “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ” นี่คือสัจธรรม นี่กองทัพธรรมๆ กองทัพที่เป็นธรรม กองทัพที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันมีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน
แต่ที่เราฝึกหัดปฏิบัติที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่ มันทุกข์มันยากอยู่นี่เพราะกิเลสมันทำตัวเองไง กิเลสทำตัวเอง กิเลสมันทำตัวเองเพราะอะไร กิเลสมันทำตัวเองเพราะมันลุ่มมันหลง เพราะมันไม่รู้ไง เพราะไม่รู้และไม่เห็น เพราะไม่รู้และไม่เห็น
เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราศึกษามาจบ ๙ ประโยค ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น เวลาจบ ๙ ประโยคแล้วเราต้องมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ฝึกหัดภาคปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของตนถึงจะมีการศึกษานั้นถึงจะจบแบบสมบูรณ์แบบไง สมบูรณ์แบบก็ฝึกหัดพอเป็นพิธี พอเป็นพิธีก็พิธีปฏิบัติไง
แต่เวลาพระกรรมฐาน พระกรรมฐานครูบาอาจารย์ของเราปฏิบัติให้ตามความเป็นจริงไง ถ้าฝึกหัดตามความเป็นจริงจะเข้าไปรู้และไปเห็นกิเลสมันถึงจะเป็นธรรม ถ้ากิเลสทำลายตน ทำลายเรา กิเลสทำลายเราเอง เราทำลายตัวเราเอง ทำลายตัวเองด้วยอะไร
ก็ด้วยกิเลสไง ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เห็น ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เห็น แต่ศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕
เวลาผู้ฝึกหัดปฏิบัตินะ จิตสงบแล้วพิจารณากาย จิตสงบแล้วพิจารณากาย แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติแล้วพิจารณาอย่างไร แล้วเอาอะไรพิจารณาล่ะ เพราะว่าเวลาพิจารณาไปมันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดสัญชาตญาณนี้ไง
ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์บอกว่านั่นเป็นเรื่องโลก โลกกับธรรม
เราเกิดมานี่เป็นโลก เพราะเราเกิดมาในโลกนี้ พอเราเกิดมาในโลกนี้ เราเกิดมาเป็นอริยทรัพย์ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นราชกุมารไง เกิดจากนางมหามายา เกิดมาแล้วเดินได้ ๗ ก้าว เปล่งวาจาเลย “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” ชาติสุดท้ายเติบโตขึ้นมาจนอายุ ๒๙ ถึงได้ออกบวช เวลาออกบวช ออกบวชเพราะอะไร ไปเที่ยวสวน เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วเห็นสมณะ ทางนี้เป็นทางออก เป็นทางออกขึ้นมา เป็นทางออก นี่เป็นโลกไหม นี่ก็เรื่องโลกไง โลกกับธรรมไง เพราะธรรมะยังไม่มีไง
เวลาไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ นั่นเป็นลัทธิ เป็นความเชื่อ เป็นเรื่องโลก เรื่องโลกก็ความเชื่อ ผลของวัฏฏะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าเขาเป็นฤๅษีชีไพรถ้าเขาทำสมาธิได้เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เวลาเขาสิ้น เขาตายจากโลกนี้ไป เขาไปเกิดเป็นพรหม เพราะอะไร เพราะจิตมันเป็นหนึ่งไง เพราะฤๅษีชีไพรเขาทำฌานสมาบัติไง ฌานสมาบัติถ้าสูงสุดเขาก็อยู่ในฌานสมาบัติ จิตเป็นหนึ่ง เวลาเขาเกิดก็เกิดเป็นพรหมไง ถ้าทำดี ทำดีก็บนสวรรค์ไง ทำชั่ว ทำชั่วก็นรกอเวจีไง นี่เป็นข้อเท็จจริง ผลของวัฏฏะอยู่แล้วไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปศึกษาค้นคว้ามากับเขาแล้ววางหมด เพราะมันสงสัย มันมีกิเลส แต่ไม่รู้ไม่เห็นมันไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติเองไง อานาปานสติ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เราไม่เคยได้ยินใครเทศน์ใครอบรมสั่งสอนมาก่อน เราเป็นผู้ปฏิบัติของเราขึ้นมาเอง เราตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม
ศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ เขาจะเชิดชูบูชาขนาดไหน มันสงสัยๆ แต่อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ แล้วมันรู้แจ้งในใจของตน มันไปสงสัยที่ไหน เอาอะไรมาสงสัย
สงสัยคือตัวพญามาร มีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วยังมีหลานมีเหลนไปอีกนะ
อริยสัจ ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ชาติ ชาติปิ ทุกฺขา สิ่งที่พอเกิดเป็นมนุษย์แล้ว สิ่งที่มันจรมาล่ะ ชีวิตของเรา เราต้องผ่านชีวิต ผ่านวิกฤติ ผ่านประสบการณ์ชีวิตร้อยแปดพันเก้า มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาออกมาประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นพระก็ได้มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ ถ้าเป็นพระ พระปฏิบัติเสียด้วย พระปฏิบัติเริ่มต้นจะทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ศึกษาค้นคว้ามาแล้วหันรีหันขวาง เพราะทำความสงบของใจไม่เป็น ทำความสงบของใจไม่ได้
กองทัพธรรม กองทัพธรรมของหลวงปู่มั่นไง ให้ทำความสงบเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
แล้วกิเลสมันทำลายตัวเราเองไง กิเลสมันทำตนเองไง กิเลสมันลังเลสงสัยไง แล้วประพฤติปฏิบัติไปไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใด มันบอกว่ามันเห็น รู้ธรรมเห็นธรรมไปทั้งนั้นน่ะ มันรู้ธรรมเห็นธรรมเพราะอะไร เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลงไง
ปฏิบัติไม่ได้ก็โกรธ เวลาฝึกหัดปฏิบัติก็โลภอยากได้ พอปฏิบัติไปมันก็หลงอารมณ์ของตัวเอง กิเลสมันทำลายตนทั้งนั้นน่ะ ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดไง
ถ้ามีสัจจะ มีความเชื่อ มีอำนาจวาสนานะ ปฏิบัติไปเถอะ ทำอย่างใดก็แล้วแต่ โดยธรรมชาติพลังงานมันส่งออก มนุษย์เกิดมามีกายกับใจ มีความรู้สึกนึกคิด ความคิดเร็วกว่าแสง ความคิดมันร้อยแปดพันเก้า
โทสจริต แตะสิ่งใดไม่ได้ โกรธ โกรธหูดำหูแดง เวลาโลภอยากได้ของเขาก็อยากไปตลอด หลงก็หลงมันได้ทุกเรื่อง มันเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงของมันอยู่ แล้วศึกษาค้นคว้ามาแล้ว แล้วก็จะประพฤติปฏิบัติไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง กิเลสมันทำลายตนเพราะไม่รู้ไม่เห็นไง ถ้ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีความเชื่อ มีสัจจะ ฝึกหัดปฏิบัติของเรา
สิ่งที่ปฏิบัติไป ถ้าอีลุ่ยฉุยแฉกนะ เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะไปรู้ มันจะไปเห็น มันจะส่งออก ก็คิดจินตนาการของเขาไป แล้วกิเลสมันก็ทำลายตนเอง ก็ว่าเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเวลามันทรงตัวอยู่ของมันไม่ได้โดยธรรมชาติ มันต้องเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา จิตใจของคนที่มีความสงบสุขเดี๋ยวมันก็มีความทุกข์ไง
ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง ทุกข์คือความทนอยู่ไม่ได้ แล้วถ้ามันเสื่อมสภาพไป แล้วมันเหลืออะไรไว้ให้เราล่ะ ก็ความลังเลสงสัยไง ความทุกข์ความยากของเรานี่ไง แล้วเริ่มต้นเพราะอะไร เพราะกิเลสมันทำลายตัวมันไง
ถ้าเรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา เราจะทำความสงบของใจเข้ามา เวลากำหนดพุทโธๆ นี่นะ ทั้งโลก โลกนี้มีเหมือนไม่มี เราจะมีสติอยู่กับคำบริกรรมของเราเท่านั้น พุทโธๆๆ มีคำบริกรรมของเราเท่านั้น ถ้าพุทโธบวกกับลมหายใจเป็นอานาปานสติ
ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน มันจะได้ความสงบใจได้มากได้น้อยก็อยู่ที่วาสนาของตน แล้วเวลาทำความสงบของใจเข้ามา เวลาถ้ามีคำบริกรรม จิตมันมีนวกรรม มีการกระทำไง ถ้ามีการกระทำขึ้นมา มันจะวางอารมณ์ต่างๆ เข้ามาไง ถ้ามันวางอารมณ์ต่างๆ เข้ามา มันก็มีความสงบร่มเย็นของมันเข้ามาบ้างไง ถ้ามันมีความสงบร่มเย็นเข้ามาบ้าง ถ้าจิตมันออกรู้ มันยิ่งออกรู้มหัศจรรย์กว่าความรู้สึกนึกคิดนี้อีก
ความรู้สึกนึกคิดของเรามันก็คิดไปโดยวิทยาศาสตร์ คิดไปโดยสัจจะโดยความจริง จริงโดยสุตมยปัญญาไง แล้วถ้าจิตมันสงบบ้าง มีกำลังบ้าง มันเกิดจินตนาการ จินตมยปัญญา
แล้วด้วยกำลังของจิต ความรู้สึกนึกคิดของคนเร็วกว่าแสง เร็วมาก เพราะสันตติในใจของตน พุทโธๆๆ ให้มันตั้งลำของมันให้ได้ พอมันมีกำลัง มันไม่สิ้นกระแส เพราะมันยังมีกิเลสทำลายตัวเอง กิเลสทำลายตน กิเลสมันมีกำลังของมัน มันก็ยังไปตามของมัน พุทโธๆ ต่อเนื่อง ต่อเนื่องจนสิ้นกระแส จิตมันสงบ พอจิตสงบไง
สิ่งที่กิเลสมันทำลายตนๆ เพราะอะไร เพราะมันไม่รู้มันไม่เห็น เพราะมันไม่รู้มันไม่เห็นแล้วมันมีกำลังของมัน มันก็ฟาดงวงฟาดงาไง
กิเลสในหัวใจของคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ไง เหมือนช้างสารที่ตกมัน มันฟาดงวงฟาดงาใจของเรานี่แหละ แล้วเราก็ทำสิ่งใดไม่ได้ เห็นไหม
จิตนี้ไม่เคยตายๆ มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน มันจะโดนบีบคั้นขนาดไหน มันก็ไม่เคยตาย มันตายไม่ได้เพราะมันเป็นนามธรรม แล้วมันมีพญามารครอบงำมัน พญามารมีอำนาจของมันอีก เวลากิเลสทำลายตนๆ กิเลสมันทำลายตนทั้งนั้น
การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าฝึกหัดปฏิบัติธรรมมันต้องมีความสุข มันต้องมีความมหัศจรรย์ แต่ทำไมเราทุกข์เจียนตายล่ะ นี่ไง สิ่งที่มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสมันทำลายตนไง
ถ้าเรามีสัจจะมีความจริงของเรา เวลาครูบาอาจารย์ของเราเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติ ตั้งสติของเราไว้ บริกรรมพุทโธๆๆ ไว้ ถ้าสิ่งใดที่มันทนไม่ได้ ทนไม่ไหว เราก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิ หมายถึงว่า จริตนิสัยของคนไง ถ้าจริตนิสัยของคนมีสัทธาจริต ระลึกพุทโธๆๆ มันระลึกของมันได้ ไอ้เราเป็นคนที่มีปัญญามาก อะไรก็พุทโธๆๆ กำปั้นทุบดิน มันไม่เห็นได้อะไรสิ่งใดขึ้นมาเลย แต่ถ้ามีสัจจะมีความจริงเดี๋ยวก็จะรู้ ถ้ามันเริ่มมีสติมีปัญญา มันเริ่มวางอารมณ์ของมัน พอวางอารมณ์มันจะเป็นตัวของมันเอง ถ้ามันเป็นตัวของมันเอง เห็นไหม นี่ถ้ามันรู้มันเห็น
สิ่งที่ว่ากิเลสทำลายตนๆ มันไม่รู้มันไม่เห็น อารมณ์ๆ มันเสวยอารมณ์ เพราะคนเกิดมามีกายกับใจ ธรรมชาติของมัน พลังงานมันเสวยอารมณ์ของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ พลังงานมันส่งออก เว้นไว้แต่ตอนนอนหลับ ถ้าไม่นอนหลับมันก็คิด คิดเวลามันพลั้งมันเผลอไง มันก็คิดไปโดยที่ไม่รู้เหตุผล
แต่ถ้ามันเสวยอารมณ์โดยสติสัมปชัญญะพร้อม มันคิดอะไร มันรู้สิ่งใดนะ คิดเรื่องความทุกข์ความยาก คิดเรื่องความไม่พอใจมันก็เป็นทุกข์ ถ้าคิดเรื่องความพอใจมันก็เป็นความสุข สุขเวทนา ทุกขเวทนา
เราก็ฝึกหัดของเรา ความคิดนี่แหละ สุขเวทนา ทุกขเวทนา เรามากำหนดพุทโธ มันก็เป็นความคิดอันหนึ่งเหมือนกัน มันเป็นความคิดเพราะวิตก วิจาร เราต้องระลึกขึ้นมันถึงเป็นพุทโธของเรา ถ้าเราไม่ระลึกขึ้น มันคิดเรื่องของกิเลสไง มันทำลายตน
การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ การกระทำของเรา สิ่งที่เป็นข้าศึกคือกิเลสในใจตน สิ่งที่เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะเริ่มแสวงหา เริ่มแสวงหาความสงบใจ ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้าใจมันสงบมันก็รู้เห็น แล้วถ้ามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
นี่ไง สิ่งที่ว่ากิเลสทำลายตนๆ กิเลสมันทำลายเรา กิเลสมันทำตั้งแต่เป็นพื้นฐานในใจของตน เพราะอวิชชาพาเรามาเกิด พญามารอยู่ในใจของตน ความไม่รู้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จะมีศึกษาความรู้ ความรู้มันเป็นสัญญาเป็นความจำ มันเป็นเรื่องสัญชาตญาณ เรื่องของโลก ถ้ามีสติปัญญา เราก็ทำคุณงามความดีของเรา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าเป็นความเชื่อของลัทธิศาสนาอื่น เขาก็มีการกระทำของเขา แต่ถ้าในพระพุทธศาสนา ไม่เคารพไม่เชื่อสิ่งใดเลย เชื่อแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย เชื่อในบารมี ในเมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อในธรรมะ ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ศึกษาค้นคว้าขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนสิ้นกิเลสไป นี่เชื่ออันนั้น
แล้วเวลาเทศนาว่าการขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เทศนาว่าการจนพระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ ก็คือการชำระล้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของพระอรหันต์ ๖๐ องค์นั้น การกระทำสิ่งนั้นน่ะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา
ปริยัติ ปฏิบัติ ภาคปฏิบัติๆ การฝึกหัดปฏิบัติ สิ่งที่ว่ากิเลสมันทำลายตน กิเลสมันลุ่มหลง กิเลสทำให้เราทุกข์เรายาก ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา เราก็จะรู้และจะเห็นกิเลสในใจของตน แล้วถ้ารู้เห็นกิเลสในใจของตน อ๋อ! พอมันอ๋อ! ขึ้นมา เห็นไหม นี่พระพุทธศาสนา
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มัคโค ทางอันเอก ทางสายเอกในพระพุทธศาสนา สิทธิเสรีภาพของมนุษย์มีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ทุกคนจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราได้ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
การปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในทาน ในการทำบุญกุศลในพระพุทธศาสนาไง สิ่งที่ว่า “เธออย่าบูชาเราด้วยอามิสบูชาเลย ปฏิบัติบูชาเราเถิดๆ”
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ากิเลสทำลายตน นั่งไปจะรู้เรื่องอย่างนั้น นั่งไปแล้วจะสำเร็จเป็นอย่างนั้น คาดหมายไปหมด นั่นน่ะกิเลสซ้อนกิเลส
เวลากิเลสโดยข้อเท็จจริงของมัน การเกิด การเกิดเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง แต่ทำไมต้องเกิดล่ะ แล้วเกิดมาทำไมล่ะ เพราะเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ไง การเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่งๆ เพราะเกิดมาแล้วต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องหิวต้องกระหาย ต้องหาทุกอย่างมาปรนเปรอมันทั้งนั้นชีวิตนี้ ชีวิตนี้จะอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้าอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องอาศัย เพราะมันต้องเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย เราถึงแสวงหาสิ่งนั้นว่าเพื่อความมั่นคงของชีวิต แล้วได้มาด้วยความสุจริตหรือความทุจริต ถ้ามันเป็นความสุจริตมันก็เป็นบุญเป็นกุศลของตน ถ้าเป็นการทุจริต ได้มาแล้วมันเป็นบาปอกุศลด้วย
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เราเกิดมามันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเราไง ถ้ามันเป็นเครื่องอาศัย เราก็แค่อาศัย สิ่งใดถ้ามันขาดตกบกพร่องมันก็เรื่องธรรมดา ถ้ามันสิ่งใดมันอุดมสมบูรณ์ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา
ในสมัยพุทธกาลมีมากมาย ผู้ที่เกิดมาอัตคัดขาดแคลนฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ คนที่เศรษฐีกุฎุมพีมากมาย พระรัฐบาลๆ ลูกชายคนเดียว พ่อแม่เป็นเศรษฐีไง จะออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไม่ยอมทั้งสิ้น แต่สุดท้ายแล้วด้วยอุบายด้วยวิธีการ ก็ออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ฉะนั้น สิ่งที่อยู่ที่อำนาจวาสนาของคน อยู่ที่การความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ
แล้วเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่าน มันเป็นความทุกข์ยากของท่าน เพราะท่านไม่มีครูไม่มีอาจารย์ แต่ด้วยอำนาจวาสนาบารมี ท่านก็มีแนวทาง มีธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแผนที่เครื่องดำเนิน แล้วถ้าดำเนินถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วแนะแนวทางของเราไว้ แนะแนวทางไว้ให้เราทำความสงบของใจให้ได้ แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเห็นกิเลส มันรู้มันเห็นกิเลส นี่แหละเห็นธรรม
ถ้าเห็นธรรมแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์โดยข้อเท็จจริง
ถ้าดับทุกข์ ด้วยอะไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ไอ้เราปฏิบัติมันไม่ชอบธรรม ถ้าไม่ชอบธรรม กิเลสทำลายตนไง เพราะมันเป็นกิเลสของเรานะ เพราะมันเป็นดุลยพินิจ มันเป็นดุลยพินิจ มันเป็นการวิเคราะห์ มันเป็นการวิจัย ถ้าใจสงบ
แต่ถ้าใจเราไม่สงบ นี่โดยภาคปริยัติ นั่นน่ะธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไง สังฆาทิเลส ๑๓ กล่าวตู่พุทธพจน์ สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ถ้าเรากล่าวตู่ พระสวดถึง ๓ ครั้ง ไม่เปลี่ยนความคิด เป็นอาบัติสังฆาทิเลส สิ่งที่ว่าสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติและไม่บัญญัติ
แล้วเราฝึกหัด เราก็ฝึกปฏิบัติไปแนวทางผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม “ปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา” เขาก็เจื้อยแจ้ว เจื้อยแจ้วกันไป
ถ้าเป็นการศึกษาเป็นภาคปริยัติก็ถูกต้องของเขา ก็เขาดูหนังสือ เขาท่องจำของเขามา แล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ความเข้าใจของเขานี่ดุลยพินิจ ความเข้าใจของเขาก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ แต่ในภาคปฏิบัติเราล่ะ
นี่ไง เวลาภาคปฏิบัติ ปฏิบัติในแนวสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ก็จัดพิธีกรรม มันก็ปฏิบัติพอเป็นพิธีไง
แต่ถ้าเป็นพระกรรมฐานนะ ในคูหา ในเรือนว่าง ในที่รโหฐานของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เพราะจิตนี้มันไวนัก ถ้าจิตนี้มันไวนัก จนผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริงของตนเองได้ ถ้าทำความความเป็นจริงของตนเองได้นะ ขณิกสมาธิ อุปาจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
สมาธิคืออะไร
สมาธิคือจิตสงบสุขไง
โดยธรรมชาติคนมันมีกายกับใจ พลังงานมันก็มีของมัน แล้วมันก็คิดไปร้อยแปดพันเก้า ร้อยแปดพันเก้ามันก็อยู่ที่จริตนิสัยของคน ถ้าพุทโธๆ ทำความสงบของเราให้ได้ ถ้ามันทำไม่ได้ มันสุดวิสัย เราก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิคือมีสติเท่าทันความคิดของตน ความคิดนี้ แล้วเราจะเห็นเลยว่า ความคิดนี้มันสร้างปัญหาให้เรามากมาย แล้วถ้ามีปัญญาอบรมสมาธินะ ความคิดนี้สติปัญญามันเท่าทัน มันเท่าทันมันก็ปล่อยความคิด มันวาง มันวางความคิด เดี๋ยวมันก็คิดต่อ ถ้ามันวางความคิด ถ้าฝึกหัดใหม่ มันจะเร็วของมันไง
คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด
มันวางความคิดคือมันหยุดคิด แต่ธรรมชาติของมันคิดอยู่แล้ว พอมันหยุด มันก็คิดต่อเนื่องไป ฉะนั้น เวลาใช้ปัญญาอบรมสมาธิคือมีสติเท่าทันอารมณ์ของตน คิดอะไร เรื่องอะไร คิดทำไม คิด พอคิดแล้ว คิดแล้วมันทุกข์หรือมันสุข มันเห็นโทษทั้งนั้นน่ะ เห็นไหม กิเลสมันทำลายตน เราจะเริ่มรู้จักมันแล้ว
เราจะเริ่มรู้จัก มันก็ไหลไปของมันอย่างนี้ นี่เขาเรียกว่าสัญญาอารมณ์ แล้วไม่มีวันจบวันสิ้น
กำหนดพุทโธๆ พุทธานุสติ มันจบไง มันจบในพุทและโธ พุทและโธ ถ้าสัญญาอารมณ์มันคิดบวก คิดอารมณ์ความรู้สึกของตน มันไหลไปตลอดเวลา มันไหลไป แล้วกิเลสชอบ นี่กิเลสทำลายตน
ถ้ามีสัจจะมีความจริงไง มีสติมีปัญญาไง เท่าทันความคิดๆ พอเท่าทันความคิด เท่าทันมันก็มีเหตุมีผล เท่าทันน่ะ คิดอะไร คิดทำไม คิดแล้วได้อะไร แล้วความคิด เวลาจะให้คิดมันก็ไม่คิด เวลาจะหยุด เวลาจะไม่คิด มันก็คิดเต็มที่ของมัน ถ้ามันเห็นผล เห็นเท่าทันนะ มันวางๆ
มันวางเพราะอะไร
กิเลสทำลายตน แล้วมีสติปัญญาเท่าทันกิเลส กิเลสมันอาย กิเลสมันอาย กิเลสกลัวอย่างเดียวคือกลัวศีล กลัวสมาธิ กลัวปัญญา
แต่เริ่มต้นที่ประพฤติปฏิบัติใหม่มันไม่กลัว ไม่กลัวแล้วมันหลอกอีกด้วย มันพลิกมันแพลงอีกต่างหาก มันบังเงา มันอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ อีลุ่ยฉุยแฉก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน มันเป็นธรรมตรงไหน มันเป็นธรรมเพราะกิเลสทำลายตนไง แต่ถ้ามันจะเป็นธรรมนะ มันเป็นธรรม เราต้องรู้ ต้องเห็น ต้องมีสติสัมปชัญญะเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นทั้งสิ้น พุทโธๆ พุทโธๆ พุทโธจนพุทโธกับอารมณ์มันกลมกลืนกัน พุทโธได้ง่ายๆ
เริ่มต้นพุทโธแสนยาก มันกีดมันขวางทั้งนั้นน่ะ
“อะไรๆ ก็พุทโธๆ แล้วจะได้อะไร”
พุทโธนี่พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่ชื่อนะ นี่ชื่อของมัน แล้วเวลาเราเห็นล่ะ แล้วพอตัวมันเป็นล่ะ เอ๊อะ! เวลาตัวมันเป็น พอตัวมันเป็นขึ้นมานะ เห็นไหม
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเราเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรมๆ พระธรรมคือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราศึกษาค้นคว้ามา มีครูมีอาจารย์ ฟังเทศน์ฟังธรรม แล้วเทศน์ฟังธรรมก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วถ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันก็ขัดมันก็แย้ง มันก็ต่อต้านตลอดเวลา
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลามันสงบสุขขึ้นมา มันมาจากไหน
มันมาจากสติ มันมาจากคำบริกรรม มันมีการกระทำของตน
ทั้งๆ ที่เรามีกายกับใจๆ นี่แหละ แล้วฝึกหัดปฏิบัติ เวลามันเป็นสมาธิได้บ้าง มันมีความสุขอยู่บ้าง เวลาจะทำอีก ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ มันรู้เท่ารู้ทัน มันก็จะกีดจะขวาง จะกีดจะขวาง พระปฏิบัติของเรามา ถึงเวลากิเลสเรามันรุนแรง มันรุนแรงมา เราก็ต้องรุนแรงกับมันไง มันนุ่มนวลมา เราก็นุ่มนวลกับมันไง ชำนาญในวสี
ผู้ที่ชำนาญในวสี พระกรรมฐานทั้งหมด เวลาจะฝึกหัดทำสมาธิมันต้องมีความชำนาญ เพราะสมาธิ เราต้องใช้เป็นพื้นฐานตลอดในการประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์
ในมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ สมาธิชอบ ขาดสมาธิมันก็เป็นเรื่องโลก ขาดสมาธิมันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดธรรมดา กิเลสทำลายตน ทำลายเรา แล้วบังเงาว่าเป็นธรรม
มีสติมีปัญญา มีความชำนาญๆ “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ” เรารักษาเหตุของเรา จิตถ้ามันสงบสุข เราก็คุ้มครองดูแล ถ้าผู้ที่ใช้ปัญญา เวลาสงบสุขแล้วเราก็ออกใช้ปัญญา ใช้ปัญญาไปแล้วนะ มันจะอ่อนเพลีย มันจะล้าของมัน
แล้วถ้าคนไม่มีสติมีปัญญาเท่าทัน มันก็จะใช้แต่ปัญญาอย่างนั้นต่อไปว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เราต้องใช้ปัญญาของเรามันจะถูกต้อง สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ
สมาธิเป็นพื้นฐานของปัญญา ปัญญาที่มีสัมมาสมาธิ ปัญญามันจะแกล้วกล้า มันพิจารณาสิ่งใดไปมันทะลุทะลวง เราจะเห็นความมหัศจรรย์ เวลาสัมมาสมาธิเราสมบูรณ์แบบ แล้วเราฝึกหัดใช้ปัญญาเป็น
แต่ถ้าเราฝึกหัดใช้ปัญญาไม่เป็น มันเป็นสัญญา สัญญาคือการจำได้หมายรู้เทียบเคียง มันเป็นเทียบเคียง เทียบเคียงไม่ใช่ความจริง เวลาความจริงมันทะลุทะลวงขึ้นมา สิ่งที่จะทะลุทะลวงได้ มันจะมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน
ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน ฉะนั้น สัมมาสมาธิต้องใช้เป็นพื้นฐานตลอดแนวทางตั้งแต่เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไปแล้ว จากสติเป็นมหาสติ ปัญญาเป็นมหาปัญญา ปัญญามันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียดแต่ละขั้นแต่ละตอนในการฝึกหัดปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้ามันจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ นี่ไง ธรรมะมันถึงละเอียด ธรรมะมันถึงมีท่ามกลาง มีเริ่มต้น ท่ามกลางและที่สุด
หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้เอง “ต้นคดปลายตรงไม่มี”
ต้นต้องตรง ต้นต้องตรงก็ตอนฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มันตรง ตรงต่อธรรม ตรงต่อธรรม เห็นไหม
ถ้ากิเลสทำลายตนๆ ทำลายตนมันปัดแข้งปัดขาทั้งนั้นน่ะ การปฏิบัติสิ่งใดก็แล้วแต่มันจะมีอุปสรรคไปทั้งสิ้น เพราะการประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะต้องชนะกิเลส
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชนะใครมากน้อยคูณด้วยล้านคูณด้วยแสน สร้างเวรสร้างกรรมทั้งสิ้น มีผู้ได้ผู้เสียทั้งสิ้น ผู้ได้ก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม ผู้เสียก็จองเวรจองกรรม แล้วมันก็มีการจองเวรจองกรรมกันไปตลอด มาร เห็นไหม เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไม่จองเวรจองกรรมใครทั้งสิ้น แต่เราจะฝึกหัดปฏิบัติ
เราอยากศึกษา เราอยากค้นคว้า เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเต่าตาบอดอยู่กลางทะเล มันโผล่มาๆ ถ้าโผล่มาขึ้นมาในบ่วงนั้นน่ะมันจะได้เกิดเป็นมนุษย์
การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก เพราะจิตวิญญาณมีมากมายมหาศาล แต่เราก็ไม่เชื่อ เพราะเราไม่ได้เห็นด้วยตา แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้าจิตสงบแล้วมีอำนาจวาสนาอาจจะเห็นได้ ถ้าจิตคึกจิตคะนองจะรู้จะเห็นไปเลยล่ะ
เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติ จิตมหัศจรรย์มันจะไปรู้ไปเห็นของมันทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ต้องรั้งไว้ๆ รู้เห็นมันยังไม่เป็นประโยชน์ สิ่งที่จะรู้จะเห็นต้องรู้เห็นกิเลสเป็นประโยชน์
เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้เราเป็นอริยบุคคล
จากปุถุชน จากคนที่ทุกข์ที่ยาก ถ้าเป็นอริยบุคคลหมายถึงว่ามีคุณธรรมในใจ เกิดอีก ๗ ชาติ ถ้าเป็นพระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติอย่างมาก เกิดอีกชาติเดียวหรือไม่เกิดเลย บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มันเป็นความมหัศจรรย์
พระพุทธศาสนาไม่เชื่ออะไรเลย ไม่ให้เคารพบูชาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องเนิ่นช้า กิเลสทำลายตนๆ ทำลายเรา เพราะตายหมด คนเกิด อายุขัยต้องสิ้นสุดลง แล้วสิ้นสุดลง หน้าที่การงานของตนพร้อมหรือยัง เสร็จหรือยัง
หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านถามอย่างเดียว งานของตนเสร็จแล้วหรือ ถ้างานของตนยังไม่เสร็จ ทำไมไม่ทำงานของตน ทำไมไม่ทำหน้าที่ของตน
ถ้าเป็นพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนา งานของเราคืองานชำระล้างกิเลสในใจของเราเป็นเรื่องด่วนที่สุด
ทีนี้พอเราเกิดเป็นคนไง เราเกิดมาบวชเป็นพระไง เราก็ต้องมีข้อวัตรด้วยไง เพราะความเป็นอยู่ไง คนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยใช่ไหม พระเราอยู่ในอาวาสก็มีข้อวัตรปฏิบัติไง มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพราะอะไร เพราะทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ เพราะต้องหาอยู่หากิน ต้องหาหน้าที่การงานของตน มันดึงเวลาไปมาก
พระบวชแล้ว บวชแล้วอยู่ในคณะสงฆ์ ในพระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ๒๔ ชั่วโมง ฉะนั้น พระถ้าไม่มีหลักมีเกณฑ์ไง เวลามันเหลือเฟือ
เวลาสำคัญที่สุด เวลานั่นแหละ ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ไง เวลามันให้เรามีโอกาสได้ขอดูหน้ากิเลสเสียหน่อย จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง
กิเลสทำลายตนๆ ถ้าเห็นหน้ากิเลส อืม! เห็นแล้ว เห็นแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นไหม เห็นแล้วนะ เวลาคนเห็นความคิดที่ผิดพลาดของเรา เห็นความคิดที่ไม่ดีของเรา เสียใจนะ เสียใจแล้วเดี๋ยวก็ทำอีก นี่การเห็นแบบโลกๆ ไง แต่ถ้าการเห็นในการวิปัสสนา วิปัสสนาคือสติปัญญารู้แจ้งแทงทะลุกิเลสในใจของตน ถ้าเห็นแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา เวลาใช้ปัญญาไป มรรคมันจะเคลื่อนแล้วแหละ
ถ้าเป็นปัญญาๆ ปัญญาการท่องจำ ปัญญาทางโลกเกิดดับๆ แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา ฝึกหัดทำความสงบของใจให้ได้ เพราะมันเป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน สถานที่ตั้งแห่งการงาน งานจะเกิดขึ้นมาในใจของตนได้หรือไม่
อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วถ้ามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นสิ่งใดก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นจริตเป็นนิสัย
ถ้าของเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราสร้างของเรามาอย่างนี้ แต่เราเข้าใจผิด เราจะพิจารณาอย่างหนึ่ง มันก็ขัดแย้งกัน ไม่สะดวกของกัน แต่ถ้ามันตรงจริตตรงนิสัย เห็นไหม ฉะนั้น กายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมก็ได้
คำว่า “ก็ได้ๆ” เพราะถ้ามีวาสนาเป็นอำนาจของตน มันจะเกิดอย่างนั้น แล้วเราไพล่ไปเอาอย่างอื่น พอเราไพล่ไปเอาอย่างอื่นหรือไพล่เจตนาว่าต้องเป็นอย่างอื่น
ฉะนั้นถึงบอกว่า การพิจารณากายๆ การพิจารณากายนี้ยังแตกย่อยไปอีกมากมาย การพิจารณากายโดยเจโตวิมุตติ ถ้าจิตสงบแล้วมันจะเห็นกาย เห็นภาพนิมิตเลย การพิจารณากายโดยปัญญาวิมุตติ มันใช้สติปัญญาเทียบเคียงเอา เพราะว่าปัญญาวิมุตติ สติมันแตกต่างกันไป กำลังของสมาธิมันแตกต่างกันไป พอมันใช้ปัญญาอบรมสมาธิเวลามันหยุดๆ มันไม่ดูดดื่มเหมือนกับพุทโธๆ ที่จิตมันลง มันดิ่งอย่างนี้ วืดๆ วืดจนกลัวตาย
ถ้าไม่มีพื้นฐานอย่างนี้ ไม่มีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน จะมีภาวนามยปัญญามาได้อย่างไร
ภาวนามยปัญญา สมถกรรมฐานเป็นพื้นฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้าเรามีฐาน เรามีกำลังของเรา เรามีสถานที่ทำงาน แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาทำงานเป็นหรือไม่ ถ้าทำงานของเราเป็น นี่งานยอดงานไง ยอดมนุษย์ มนุษย์ที่ชนะตนเองได้
กิเลสทำลายตนๆ เราได้เห็นหน้ากิเลสแล้ว ถ้าเห็นหน้ากิเลสแล้วจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ใช้สติปัญญาของเราไป เวลามันแยกมันแยะของมันไป เวลาปัญญามันเคลื่อน ธรรมจักร พระพุทธ พระธรรม พระธรรมๆ ตัวแทนพระธรรม ธรรมจักรๆ ธรรมจักรคือมัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบไง ธรรมจักร มรรค ๘
มรรค ๘ ธรรมจักรก็ ๘ ซี่ นั่นเป็นสัญลักษณ์ แต่ข้อเท็จจริงเป็นที่ใจ เวลาปัญญามันเคลื่อน มันจับต้องได้ทั้งนั้นน่ะ นี่ไง ถ้ากิเลสไม่ทำลายตน ถ้ารู้ธรรมเห็นธรรม ธรรมจะทำลายกิเลส ธรรมจะบีบบี้สีไฟกิเลส
ถ้าบีบบี้สีไฟกิเลส พิจารณาไปถ้ามันปล่อยวางๆ ปล่อยวางตทังคปหานรู้หมด รู้หมดเพราะอะไร รู้หมดเพราะสมถกรรมฐานไง ทำสมาธิก็แสนทุกข์แสนยาก แล้วชำนาญในวสี
ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติล้มลุกคุกคลานเพราะไม่สามารถรักษาความสงบของใจได้ ถ้ารักษาความสงบของใจได้มันจะมีกำลัง มีพลังงาน ถ้ามีพลังงาน มันจะทำสิ่งใดมันก็ทำของมันได้ แล้วพิจารณาไป ใช้ปัญญาไปด้วยความมุทะลุ ด้วยความคิดเข้าใจของตนเอง เวลามันใช้ไปแล้วสมาธิกำลังมันจะอ่อนลง พออ่อนลง สิ่งที่คิดมุทะลุไปมันเป็นกิเลส สมุทัยเจือปนมาแล้ว
ว่าที่กิเลสทำลายตนๆ เวลาทำสัมมาสมาธิได้ คือยกขึ้นสู่วิปัสสนาเห็นกิเลส เห็นสติปัฏฐาน ๔ เพราะมีกำลังของสมาธิมันก็ขับเคลื่อนของมันไปได้ แต่พอมันขับเคลื่อนไปแล้ว โดยธรรมชาติสิ่งทุกอย่างมันเป็นอนิจจังทั้งนั้น เวลามันใช้พลังงานไปแล้วกำลังของสมาธิมันอ่อนลง พอมันอ่อนลง สิ่งที่เป็นปัญญามันจะเป็นสัญญา แล้วถ้าไม่เข้าใจ แล้วทำสิ่งใดไม่ได้ ถ้ายังตะบี้ตะบันต่อไป เสื่อมหมด พอเสื่อมหมดไปแล้วล้มลุกคลุกคลานเลย
แล้วจะเริ่มต้นมีครูบาอาจารย์ท่านจะแก้ไข เริ่มต้นอย่างไร
กลับไปพุธโธ พุธโธๆ จนจิตมันมีกำลังของมัน จิตมีความสงบระงับของมัน พอจิตมีกำลังของมัน มีกำลังแล้วก็ต้องฝึกหัดใช้ปัญญาต่อไป เพราะสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเป็นพื้นฐาน สมาธิเป็นความสงบสุข การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันต้องมีความสุข
ทุกข์ควรกำหนด สุขควรอะไร
สุขก็ธรรมชาติไง มีความสุขมันก็มีกำลังใจไง มีความสุขก็มีความมหัศจรรย์ไง แต่ต้องชำนาญนวสี ชำนาญในการรักษา ชำนาญในการรักษาแล้ว ธรรมชาติของในการปฏิบัติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันมีเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ มันมีความหลงผิด มันมีการลุ่มหลง มันมีการส่งออกร้อยแปด
ถ้ามันร้อยแปดแล้ว เวลามีครูบาอาจารย์ จากการประพฤติปฏิบัติมันก็ต้องเริ่มเข้มข้นขึ้น เริ่มเข้มข้นขึ้นมันก็ธุดงควัตร นี่ไง ธุดงควัตรเป็นเครื่องมือ เป็นสิ่งที่ทำให้กิเลสมันเบาบางลง มันแก้กิเลสไม่ได้ แต่มันเป็นอาวุธ มันเป็นเทคนิค มันเป็นการกระทำ ฉะนั้น เวลาพระกรรมฐานส่วนใหญ่แล้วเวลาเข้าไปฝึกหัดปฏิบัติเขาจะอดนอน ผ่อนอาหารของเขา
เรากินอิ่มนอนอุ่นมันก็เหมือนหมู เวลาฉันข้าวเสร็จแล้วก็ไปนั่งสัปหงกโงกง่วง ถ้าเราฉันแต่น้อย ฉันแต่น้อย ถ้าร่างกายมันไม่ได้พลังงานมาก ไม่ได้มีอาหารมาก มันก็เบาของมัน แล้วถ้าเราผ่อนไปหลายๆ วันเข้า มันจะเกิดอาการเบา มันไม่สัปหงกโงกง่วง แล้วถ้ามันจะหิว มันจะอะไร ก็น้ำไง ก็มีสิ่งใดพอประทังชีวิตนี้ไปไง เพราะอะไร เพราะใจมันสำคัญกว่ากายไง
สิ่งที่ต้องการๆ เพราะร่างกายมันต้องการโดยธรรมชาติของมัน แต่ถ้ามันมีกำลังมากเกินไปมันก็ทับจิต ธาตุขันธ์ทับจิตๆ ถ้านักปฏิบัตินี่ไวมาก ถ้ามันเป็นเรือเกลือ ถ้ามันขยับไม่ได้ รู้แล้ว ต้องเบาๆ แล้ว ฉันแต่น้อย
ระหว่างที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เราจะต้องมีสติปัญญาทดสอบตลอดเวลา เราจะต้องควบคุมตัวของเรา เพราะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น ครูบาอาจารย์ของเราเขาคุ้มครองอยู่ข้างนอก เวลาจิตสงบ เราก็มีความสุข ถ้ามันฟุ้งซ่าน เราก็ทุกข์ ถ้าเรายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เราก็จะเห็นความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา เราจะเห็นสัจจะเห็นความจริง เราจะเป็นคนเป็นเองทั้งนั้น เวลามันเคลื่อนไง
เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากมาก สติเท่าทัน มันปล่อย แล้วถ้ามันจับของมันได้นะ เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด ความหยาบความละเอียดมันแตกต่างกันมากมาย แล้วถ้าความหยาบความละเอียดมันแตกต่างกันมากมาย สิ่งที่รู้ รู้ด้วยอะไร รู้ด้วยปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
แต่ของเรากิเลสทำลายตน ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วเราทึกทักเอาไปหมด เราทึกทักไปเอง เวลาจิตมันสงบ มันสงบมหัศจรรย์ขนาดนั้น เวลาทำสิ่งใดอารมณ์มันละเอียดอ่อน คิดเป็นอย่างนั้น แล้วมันอยู่ที่หยาบละเอียดด้วย
แต่ถ้าคนที่เขามีสติมีปัญญาเขาไม่เชื่อ กาลามสูตร ห้ามเชื่ออยู่แล้ว พอเขาไม่เชื่อ มาทดสอบ กรณีอย่างนี้ เวลาชาวยุโรปมาฝึกหัดปฏิบัติ เขาไม่เชื่อว่าเป็นสมาธินะ เขาปล่อย แล้วก็ทำใหม่ ปล่อยแล้วทำใหม่อยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น ถ้าชำนาญในวสี ชำนาญในการปฏิบัติ มันจะต่อเนื่องไง แต่ถ้าเราทำเป็นครั้งเป็นคราวมันก็ไม่ต่อเนื่องไง แล้วเราจะสงสัยอะไร
แต่ถ้าเรามีครูมีอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็จะคอยคุ้มครองให้ทำให้ต่อเนื่องให้ได้
คำว่า “ชำนาญในวสี” ถ้าชำนาญในวสี ถ้าจิตสงบแล้วน้อมไปให้เห็น น้อมไปถ้ามันเห็นกายๆ เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
เห็นอย่างไร เห็นอย่างใดถ้ามันจับต้องสิ่งใดได้ เราใช้สติปัญญาแยกแยะได้เลย
เจโตวิมุตติ ถ้ามันเป็นภาพ เป็นสิ่งต่างๆ มันเป็นอุคคหนิมิต มันวิภาคะ วิภาคะคือภาพนั้นมันจะแยกออก ขยายออก
ความขยายของมันขยายด้วยอะไร
สติ ปัญญาไง สติกำหนด แล้วปัญญาให้มันเป็นอย่างนั้นๆ ถ้าจิต ถ้าสมาธิมีกำลัง มันจะเป็นให้เห็นนะ โอ้โฮ! ไวมาก บางทีมันไปล่วงหน้าเลย เราไปไม่ทันน่ะ เราไปไม่ทัน เห็นแล้วมันตกใจ ถ้าตกใจ สิ่งใดถ้าตกใจ ทุกอย่างจะหลุดไปหมด
แล้วถ้าฝึกหัดบ่อยครั้งเข้า ครั้งแรก อ้าว! คราวนี้ตกใจ คราวหน้าเอาใหม่ๆๆ ให้เท่าทัน เท่าทันแล้วให้เห็นโทษของมัน ให้เห็นโทษคือว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันไม่ได้เป็นของเรา มันไม่มีอะไร มันไม่อยู่ในอำนาจของใคร แต่นี้เพราะมีสติมีปัญญาเข้าไปรู้ไปเห็น มัคโค มันต้องเข้าไปรู้เข้าไปเห็น เข้าไปรู้เข้าไปเห็นเพื่อสำรอก เพื่อคาย เพื่อสำรอก คาย คายอะไร
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
สักกายทิฏฐิ เพราะความเข้าใจผิด ความเห็นผิดในกายของตน ความเห็นผิดในภพชาติ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สงสัยไหม ยิ่งกว่าสงสัย ลูบคลำไหม ยิ่งกว่าลูบคลำ แต่ถ้าพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันปล่อย ปล่อยก็ยังสงสัย เห็นปล่อย เห็นความมหัศจรรย์ แต่สงสัยนะ แต่พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันสมุจเฉทปหาน ขณะที่มันเป็นน่ะ หนเดียวเท่านั้น กิเลสตายได้ครั้งเดียว
แต่ก่อนหน้านั้นมันสำรอกมันคาย มันไม่ตาย มันหลบมันเลี่ยงไง กิเลสทำลายตนไง กิเลสมันพลิกมันแพลงไง แต่เวลาถึงที่สุด เวลาเรารู้เราเห็นกิเลส แล้วเราพิจารณาของเราด้วยความเป็นมรรคไง มันถึงเป็นธรรม เวลาเป็นธรรม เวลามันสมดุลของมัน มรรคสามัคคีไง สมุจเฉทปหาน ขณะ ปึ๊บ! ขาดหมด ดั่งแขนขาด
พระพุทธศาสนายืนยันกันโดยข้อเท็จจริง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจดวงนั้นมันเป็นทรัพย์สมบัติของจิตดวงนั้นไง ถ้าจิตดวงใดมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เขาทำของเขาได้มากน้อยขนาดไหน มันอยู่ภายใน
ถ้าอยู่ภายใน เห็นไหม เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ถ้าใครทำลายเรา ก็ทำลายแต่ร่างกายนี้เท่านั้น ทำลายหัวใจไม่ได้
เราเวลาเจ็บช้ำน้ำใจ ทุกข์กายทุกข์ใจ ทุกข์กายทุกข์ใจมันเป็นสังโยชน์ มันสิ่งที่รองรับกันอยู่ เวลาถ้ามันหดสั้นเข้ามาๆ จากขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด ขันธ์อย่างละเอียด กามราคะ ปฏิฆะไง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อันนั้นเป็นนามธรรมล้วนๆ เลย ถ้าถึงตรงนั้นแล้วมันเป็นปัญญาญาณ ไม่ใช่ขันธ์เลย
ขันธ์นี้เป็นกองนะ จากเดิมที่ความคิดเป็นรูปจับต้องไม่ได้ พอจิตสงบแล้วจับอารมณ์ได้ โอ้โฮ! สมบูรณ์แบบเลยรูปนี่ รูปคืออารมณ์ รูปารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ถ้าจิตมันเท่าทัน มันจับได้
พอมันจับได้แล้วมันพิจารณานะ พิจารณา เวลาพิจารณาขันธ์ ๕ ในอารมณ์ความรู้สึกมันมีรูป รูปคืออารมณ์ความรู้สึกนี้ มันมีเวทนา มันมีสัญญา มันมีสังขาร สังขารปรุงแต่ง มันคิดต่อเนื่อง มันไวมาก วิญญาณที่มันรับรู้ในอารมณ์มันถึงเป็นความคิดขึ้นมาได้
ถ้าวิญญาณไม่รับรู้นะ สักแต่ว่าเห็น เห็นแล้วคิดไม่ได้ หรือเห็นแล้วพูดไม่ได้ แต่ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน มันไปเลย แล้วเวลามันไป มันสิ่งที่เร็วที่สุด แล้วเวลาจิตมันสงบแล้วมันเท่าทันสิ่งที่เร็วที่สุด เอามาหยุดได้เลย เอามาพิจารณาได้เลย แยกแยะได้เลย แยกแยะ มันปล่อยเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามาๆ นี่ถ้าจิตมันเป็น ถ้าจิตมันเป็น
พระพุทธศาสนา สิ่งที่เป็นความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์เพราะแก้กิเลสในใจของตน
สิ่งที่เคารพบูชาข้างนอกมันเป็นเรื่องข้างนอก เรื่องจิตเรื่องวิญญาณ แต่สิ่งที่เป็นความทุกข์ความยาก ถ้ามันเป็นความทุกข์ความยากมันเป็นกิเลส มันอยู่ในใจของเรา ถ้าเราพิจารณาของเรา เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา จบไหม แล้วจะมีอะไรมาหลอกอีก
เวลาเราประพฤติปฏิบัติเราสงสัยไปทุกเรื่อง แล้วเวลาทำไปแล้วถ้าไปรู้ไปเห็นก็เข้าใจเป็นบางเรื่อง เข้าใจเป็นบางเรื่องก็คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจ เราเข้าใจ
มาร กิเลสมันยังพลิกแพลงอีกนะ แต่ถ้าเรารู้เราเห็น ใช่ กองทัพธรรมกับกองทัพกิเลส เวลากองทัพกิเลสคือพญามารในหัวใจของตนอยู่แล้ว กิเลสมันอยู่ในหัวใจของเราอยู่แล้ว แล้วธรรมะนี้เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อ แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติ สติก็ต้องฝึก สมาธิก็ต้องฝึก
สติมาจากไหน
สติเกิดจากจิต จิตเรา จิตเราที่มันซุ่มซ่าม มันซุ่มซ่ามอยู่นี่ มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ ถ้าตั้งสติไว้ เท่าทันอารมณ์แล้ว สมาธิเราก็ต้องฝึก แล้วปัญญาๆ ปัญญามันมีมากมายมหาศาลที่จะชี้ทางไหนก็ได้ แล้วปัญญาของใคร แล้วปัญญาอะไร
แต่เราฝึกหัด ที่ว่าเริ่มต้นปัญญาๆ ใครฝึกหัดปฏิบัติใหม่ก็ว่าเราไบรต์มาก สติปัญญาเราดีมาก แต่ถ้าเราฝึกปฏิบัติต่อเนื่องไปเดี๋ยวจะเห็นเอง ไอ้ที่ว่าเป็นปัญญาๆ เฮ้อ! เฮ้อ! เลยนะ เวลามันเป็นความจริง เราควบคุมไม่ได้เลย มันจะไวของมันมหาศาล เวลาหมุนมันนะ โอ้โฮ! มันเท่าทันหมด มันบดมันบี้ กิเลสหลบหลีกไปหมด ถ้ามันจับต้องได้
ถ้ามันจับต้องได้ มันขึ้นต้นไม่ได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานเป็นอย่างไร วิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างไร ไอ้สิ่งที่เป็นมันเป็นสัญญาทั้งนั้น กิเลสทำลายตน ศึกษาธรรมะแล้วคิดธรรมะ แต่ใจไม่ได้เป็นธรรม
คิดธรรมะไง คิดธรรมะก็ปัญญาอบรมสมาธิ เพราะคิดธรรมะแล้วมันปล่อย มันปล่อยมันเป็นความว่าง ความว่างคือมันหยุดคิด หยุดคิดถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน
ถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทันแล้วจะรักษาจิตนี้ไว้ ก็กำหนดพุทโธต่อเนื่อง แต่ถ้ามันผุดคิด ผุดคิดก็ใช้ปัญญาต่อเนื่องไป นี่ปัญญาแบบโลก ปัญญาแบบโลกปัญญาโดยสัญชาตญาณ
แต่ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันมีเชื้อไข มันมีต้นเหตุ เห็นไหม ขยะถ้าเราเผาด้วยไฟ เผาจนกว่าขยะมันจะหมดสิ้นไป เวลาปัญญามันบดบี้กิเลสของเราไป มันมีกิเลส กิเลสคือความเห็นผิด แล้วเวลาตทังคปหานมันไม่ถอดถอนไง มันปล่อยวางชั่วคราวๆ สมุจเฉทปหานมันถอน
ถอนอะไร
สังโยชน์ ๓ บุคคลคู่ที่ ๒ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง
อ่อนลงด้วยอะไร
อ่อนลงด้วยการพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด เพราะกิเลสมันคนละตัว หลานกิเลส ลูกกิเลส พ่อแม่กิเลส พ่อแม่กิเลสอย่างไร พ่อแม่กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง แล้วเวลาเข้าไปที่ถึงตรงนั้นน่ะ ถ้าเข้าไปรู้ไปเห็นนะ มันต้องรื้อเป็นชั้นๆๆ เข้าไปไง
เพราะพระกรรมฐานเวลามันติด วิ่งหาครูบาอาจารย์เลย มันจะรู้จะเห็นได้อย่างไร กิเลสมันอยู่ที่ไหน แล้วกิเลสมันเป็นกิเลสตัวไหน แล้วกิเลสมันหยาบมันละเอียด
เวลาครูบาอาจารย์ ก็ทำมาสิ
นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวไปคุยธรรมะกับหลวงปู่แหวนไง เริ่มต้น เริ่มต้นตั้งแต่สักกายทิฏฐินี่แหละ ถ้าพูดถูก คู่ที่ ๑ ไปเลย ๒ ๓ ๔ ไปได้
ถ้าคู่ที่ ๑ เข้าไม่ได้ ไม่มี คู่ที่ ๑ เข้าไม่ได้ ต้นทางไม่มีไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง ยกขึ้นสู่วิปัสสนาให้ได้ไง ยกขึ้นสู่วิปัสสนา อะไรยกขึ้น
สติ สมาธิ ปัญญา
ยกขึ้นอย่างไร
ยกขึ้นด้วยการฝึกหัด เริ่มต้นจิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า วิปัสสนาอ่อนๆ
วิปัสสนาอ่อนๆ การฝึกปัญญาอ่อนๆ การฝึกปัญญาแล้วมันจะแยกได้เลย สุตะ จินตมยปัญญาเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างไรเพราะอะไร เพราะมันมีคุณสมบัติแล้วมันให้ผลไง
ถ้ามันเป็นปุถุชนอย่างเรา เราใช้สติปัญญาของเราเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันจิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นภาวนามยปัญญา นี่ธรรมจักร จักรมันเคลื่อน จักรมันหมุน แล้วมันเคลื่อนมันหมุน มันเคลื่อนมันหมุนด้วยอะไร
นี่ไง บุคคลคู่ที่ ๑ เวลาฆ่ากิเลส ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือกิเลสอีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ บุคคลคู่ที่ ๒ ฆ่ากิเลส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือกิเลสอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ บุคคลคู่ที่ ๓ ฆ่ากิเลสได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ยังเหลือกิเลสอีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เวลาอรหัตตมรรคไง มรรค ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฆ่ากิเลส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ความสะอาดบริสุทธิ์ของใจมันถึงแตกต่างกัน มันถึงมีหยาบมีละเอียดแตกต่างกัน แล้วมีหยาบมีละเอียดแตกต่างกัน ปัญญามันหยาบละเอียดแตกต่างกันแค่ไหน
เวลาปัญญามันขึ้นมามันก็ขันธ์ ๕ นี่แหละ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง แต่มันได้ถึงบุคคลคู่ที่ ๓ นี้เท่านั้น บุคคลคู่ที่ ๔ มันเป็นขันธ์ไม่ได้ มันต้องเป็นญาณ เพราะอะไร
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส
ญาณหยั่งรู้ ปัญญาญาณอันนั้นมันจะทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ทำลายจิตเดิมแท้ไง จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้น ข้ามพ้นกิเลส ถ้าข้ามพ้นกิเลส เห็นไหม
กิเลสทำลายตนๆ เพราะกิเลสทำลายตน เราถึงต้องทำสัมมาสมาธิ ทำสัมมาสมาธิเห็นจิตของตน เห็นสัมมาสมาธิ เห็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เห็นธรรม
จากกิเลสทำลายตน แต่พุทธะอยู่ในการครอบงำของกิเลส เราก็ต้องฝึกหัดปฏิบัติของเราจนให้เป็นอิสระให้ได้ เป็นสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา พิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง